มันคือระยะทาง
อยู่ตรงกลางระหว่างดวงดาว
กับดวงจันทร์สุกสกาว
ส่องลงบนทางที่ทอดยาว
เก็บเรื่องราวที่ไม่ได้กล่าวกับใคร
เก็บแววตาเธอไว้อยู่ในใจ
ความรู้สึกที่ไม่อาจบอกไป
เก็บเอาไว้ข้างใน
มันคือระยะทาง
อยู่ตรงกลางระหว่างใจเรา
หวั่นหวาดไม่อาจจะคาดเดา
เก็บใจเก่าเรียงรายอยู่ปลายฟ้า
ดั่งหมอกลวงพรางดวงดารา
เหมือนดวงตาเธอที่เก็บอยู่ในใจ
ความรู้สึกที่ไม่อาจบอกไป
เก็บเอาไว้ข้างใน
ผืนฟ้าเดียวกัน
ดั่งดวงดาวพร่างพราว
ข้างดวงจันทร์
แสงระยับสลับลับเปลี่ยนวัน
โคจรเวียนไปเจอะอีกร้อยพัน
เก็บกลับไปเดาไปเฝ้าฝัน
ไม่กล้าบอกความรู้สึกกันและกัน
ระหว่างเรามีแค่เพียงความเงียบงัน
วงโคจรนั้นได้เปลี่ยน ไปจนนิรันดร์
ไม่มีสิ่งใดจะย้อนอดีต
ชะตาที่เรานั้นไม่กล้าจะขีด
ก่อมันขึ้นมา
แม้ดาวบนฟ้า ยังคงหมุนเวียน
กับวงโคจร ที่ไม่เคยจะเปลี่ยน
มันจะพัดพา ไปตามกฎแห่งเวลา
เคลื่อนผ่านกาลเวลา
หมื่นวันพันกาล
มันก็ยังไม่เปลี่ยนกลับมา
สิ่งที่เรามองอยู่บนฟ้า
อาจดูเหมือนจันทร์ ที่อยู่ข้างดวงดารา
เราอาจมองด้วยตา
แต่ความเป็นจริง ระยะทางไกลสุดกาลเวลา
ดั่งคำปรัชญา จักรวาลมันมีกฎกติกา
ผืนฟ้าเดียวกัน
ดั่งดวงดาว พร่างพราวข้างดวงจันทร์
แสงระยับ สลับลับเปลี่ยนวัน
โคจรเวียนไปเจอะอีกร้อยพัน
เก็บกลับไปเดา ไปเฝ้าฝัน
ไม่กล้าบอก ความรู้สึกกันและกัน
ระหว่างเรา มีแค่เพียงความเงียบงัน
วงโคจร นั้นได้เปลี่ยนไปจนนิรันดร์
แสงดาวที่ลับลา
ทิ้งร่องรอย เลือนลางอยู่กลางนภา
เอื้อมสุดใจเพื่อไขว่คว้า
ดึงให้จันทร์ได้เคียงข้างดวงดารา
ได้แค่มองด้วยตา
แต่ความเป็นจริงระยะทาง
ไกลสุดกาลเวลา
เสียงใจที่เรียกหา
เสียงใจที่เรียกหา
อดีตลอยลับไกลสุดปลายฟ้า
แสงดาวลับลา เลือนลางอยู่กลางนภา
สุดใจจะไขว่คว้า แค่มองด้วยตา
ไกลสุดปลายฟ้า ไกลสุดกาลเวลา
ไปตามที่มันจะพัดพา จะเร็วจะช้า
แสงดาวลับลา เลือนลางอยู่กลางนภา
สุดใจจะไขว่คว้า แค่มองด้วยตา
ไกลสุดปลายฟ้า ไกลสุดกาลเวลา
จะเร็วหรือจะช้า ไปตามที่มันจะพัดพา